สถานการณ์สงครามและความขัดแย้งทางการค้าปี 2026
ปี 2026 อุตสาหกรรมก่อสร้างไทยยังคงเผชิญกับแรงกดดันจากหลายทิศทาง ทั้งผลกระทบต่อเนื่องจากสงครามรัสเซีย-ยูเครนที่ยืดเยื้อเข้าสู่ปีที่ 4 และสงครามการค้า (Trade War) ที่สหรัฐฯ ขึ้นภาษีนำเข้าเหล็กและอะลูมิเนียมสูงถึง 50% รวมถึงความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ส่งผลต่อราคาพลังงานโลก ปัจจัยเหล่านี้ส่งผลกระทบโดยตรงต่อต้นทุนวัสดุก่อสร้าง ค่าพลังงาน และห่วงโซ่อุปทานของอุตสาหกรรมก่อสร้างไทย
ผลกระทบต่อราคาวัสดุก่อสร้าง
ราคาเหล็ก — แม้ราคาเหล็กในประเทศจะมีแนวโน้มปรับตัวลดลงเล็กน้อยในปี 2026 แต่ยังคงอยู่ในระดับสูงเมื่อเทียบกับช่วงก่อนปี 2022 มาตรการตอบโต้การทุ่มตลาด (Anti-Dumping) และกฎเหล็กคุมการส่งออกจากจีน ทำให้ราคาเหล็กมีพื้นราคาค่อนข้างสูง ผู้รับเหมาจึงต้องแบกรับต้นทุนที่เพิ่มขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
ปูนซีเมนต์ กระเบื้อง และสีทาอาคาร — ราคาวัสดุเหล่านี้มีแนวโน้มปรับลดลงบ้าง แต่ต้นทุนพลังงานที่สูงจากสถานการณ์ความขัดแย้งทั่วโลก ทำให้ต้นทุนการผลิตยังคงสูงกว่าปกติ
อะลูมิเนียมและทองแดง — ได้รับผลกระทบโดยตรงจากมาตรการภาษีของสหรัฐฯ ที่ขึ้นภาษีนำเข้าอะลูมิเนียมเป็น 50% ส่งผลให้ตลาดโลกปรับตัว ราคาวัสดุกลุ่มนี้ในไทยจึงมีแนวโน้มสูงขึ้น 3-5%
ปัญหาขาดแคลนแรงงาน
สมาคมอุตสาหกรรมก่อสร้างไทยประเมินว่ามีการขาดแคลนแรงงานเชิงโครงสร้างถึง 600,000-700,000 คน สาเหตุหลักมาจากคนรุ่นใหม่ไม่นิยมทำงานใช้แรงกาย ประกอบกับปัญหาแรงงานต่างด้าวโดยเฉพาะจากเมียนมาที่มีจำนวนลดลง และค่าแรงขั้นต่ำที่ปรับขึ้นเป็น 400 บาทตั้งแต่กลางปี 2025 ยิ่งเพิ่มต้นทุนให้ผู้รับเหมา
มูลค่าอุตสาหกรรมก่อสร้างไทยปี 2026
ภาพรวมมูลค่าอุตสาหกรรมก่อสร้างปี 2026 มีแนวโน้มทรงตัวอยู่ที่ประมาณ 1.41 ล้านล้านบาท โดยงานก่อสร้างภาครัฐมีแนวโน้มขยายตัว +1% แตะระดับ 860,000 ล้านบาท จากโครงการโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ ขณะที่การก่อสร้างภาคเอกชนหดตัวต่อเนื่องมาอยู่ที่ 551,000 ล้านบาท (-1%) จากตลาดที่อยู่อาศัยที่ชะลอตัว
ความท้าทายเพิ่มเติม
นอกจากสงครามและสงครามการค้าแล้ว อุตสาหกรรมก่อสร้างไทยยังต้องเผชิญกับการแข่งขันจากผู้รับเหมาจีนที่มีต้นทุนวัสดุเหล็กและอะลูมิเนียมต่ำกว่า และมาตรฐานการก่อสร้างที่เข้มงวดขึ้นหลังเหตุการณ์แผ่นดินไหว ทำให้ผู้ว่าจ้างโครงการก่อสร้างให้ความสำคัญกับคุณภาพและมาตรฐานวัสดุก่อสร้างมากขึ้น
ทางออกและโอกาสสำหรับผู้ประกอบการ
ท่ามกลางสถานการณ์ที่ท้าทาย ผู้ประกอบการก่อสร้างไทยสามารถปรับตัวได้ด้วยการใช้เทคโนโลยีก่อสร้างสมัยใหม่ เช่น ระบบ Prefab และ BIM เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและลดต้นทุนแรงงาน การพัฒนาแนวทางก่อสร้างที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม (Green Construction) และการวางแผนจัดซื้อวัสดุล่วงหน้าเพื่อลดความเสี่ยงจากความผันผวนของราคา
สำหรับเจ้าของโครงการที่กำลังวางแผนก่อสร้างในปี 2026 แนะนำให้ปรึกษาผู้เชี่ยวชาญเพื่อประเมินต้นทุนอย่างรอบคอบ และเลือกใช้วัสดุที่มีคุณภาพจากแหล่งที่เชื่อถือได้ เพื่อให้โครงการสำเร็จตามเป้าหมายทั้งด้านงบประมาณและคุณภาพ
บทความโดย APHIWAT BUILDING CO.,LTD — ผู้เชี่ยวชาญด้านออกแบบ ก่อสร้าง และประมาณราคา