ผนังในพื้นที่ผลิตเจอทั้งความชื้น การล้างทำความสะอาดบ่อย และคราบสะสมทุกวัน พอผ่านไปหลายปี สีเดิมจะเริ่มพองแล้วหลุดเป็นแผ่น หลายโรงงานแก้ด้วยการทาสีทับลงไปเลย ผลคือไม่นานสีใหม่ก็หลุดตามสีเดิมออกมาอีกรอบ เพราะสีใหม่ยึดอยู่บนชั้นสีเก่าที่ไม่เกาะผนังแล้ว

งานซ่อมที่จบจริงต้องเริ่มจากผิวผนัง ไม่ใช่เริ่มจากสี ด้านล่างคือลำดับงานที่เราใช้จริงในงานปรับปรุงห้องบรรจุภัณฑ์ในโรงงาน บางพลี
1. ขูดสีเดิมที่ไม่ยึดเกาะออกให้หมด
ส่วนไหนที่สีพอง ร่อน หรือใช้เกรียงแซะแล้วหลุด ต้องขูดออกจนถึงผิวที่แน่น ขั้นนี้กินเวลาและแรงงานมากที่สุด แต่ถ้าข้ามไป ทุกขั้นตอนหลังจากนี้จะเสียเปล่า
2. ทาน้ำยาประสานบนผิวเดิม
ผิวที่ขูดแล้วจะมีทั้งส่วนที่เป็นปูนเปลือยและส่วนที่ยังมีสีเดิมเกาะอยู่ น้ำยาประสาน (Bonding Agent) ช่วยให้ชั้นปูนฉาบที่จะลงต่อไปยึดเกาะกับผิวเดิมได้ดีขึ้น ลดปัญหาปูนฉาบร่อนในภายหลัง
3. ฉาบสกิมเก็บผิวให้เรียบ
หลังขูดสี ผนังจะเป็นหลุมเป็นขอบตามแนวสีที่หลุดไป การฉาบสกิม (ปูนฉาบบาง) ช่วยเก็บผิวให้เรียบเสมอกันก่อนทาสี ถ้าไม่ฉาบ รอยขอบสีเก่าจะยังเห็นชัดแม้ทาสีใหม่ไปแล้ว
4. ลงสีรองพื้นก่อนเสมอ
สีรองพื้นทำหน้าที่ปรับสภาพผิวปูนฉาบให้สีทับหน้ายึดเกาะได้ดีและติดสม่ำเสมอ การข้ามรองพื้นแล้วทาสีทับหน้าลงบนปูนฉาบตรง ๆ เป็นสาเหตุที่พบบ่อยของสีด่างและสีหลุดก่อนเวลา
5. สีทับหน้า 2 รอบ เลือกแบบกึ่งเงา
ทาสีทับหน้าอย่างน้อย 2 รอบเพื่อให้เนื้อสีเต็มและสม่ำเสมอ สำหรับพื้นที่ผลิตที่ต้องเช็ดล้างบ่อย สีกึ่งเงาเช็ดทำความสะอาดง่ายกว่าสีด้าน คราบเกาะติดผิวน้อยกว่า

ทำงานในห้องที่มีเครื่องจักร ต้องเตรียมอะไรเพิ่ม
ห้องในโรงงานส่วนใหญ่มีเครื่องจักรหรืออุปกรณ์ติดตั้งถาวรที่ย้ายออกไม่ได้ ก่อนเริ่มงานจึงต้องคลุมอุปกรณ์ทั้งหมดด้วยผ้าใบ ปูพื้นกันเปื้อน และตั้งนั่งร้านในจุดที่ไม่กีดขวางอุปกรณ์ นอกจากนี้ผู้รับเหมาต้องเข้างานตามระบบความปลอดภัยของโรงงาน เช่น ใบอนุญาตเข้าทำงานของผู้รับเหมา และวางแผนเวลาทำงานร่วมกับฝ่ายผลิต เพื่อไม่ให้กระทบการทำงานของโรงงาน
สรุป
ผนังสีหลุดล่อนซ่อมให้จบได้ ถ้าทำครบตามลำดับ: ขูดสีเดิม → น้ำยาประสาน → ฉาบสกิม → รองพื้น → สีทับหน้า 2 รอบ แต่ละขั้นมีหน้าที่ของตัวเอง ข้ามขั้นไหนไป ปัญหาเดิมก็มีโอกาสกลับมา ดูภาพก่อน-หลังและวัสดุที่ใช้จริงได้ที่หน้าผลงานปรับปรุงห้องบรรจุภัณฑ์ในโรงงาน บางพลี