เสียงรบกวนเดินทางผ่านผนังได้ 2 ทาง คือ ผ่านเนื้อวัสดุ และผ่านช่องว่างหรือรอยรั่วตามขอบผนัง ผนังกันเสียงที่ได้ผลจึงต้องอาศัย 3 อย่างพร้อมกัน ได้แก่ มวลของผนัง ฉนวนดูดซับเสียงในผนัง และ การปิดรอยต่อให้สนิท ด้านล่างคือ 3 แบบที่ทีมอภิวัฒน์ บิวดิ้งเคยทำจริง
1. ผนังเบายิปซัมใส่ฉนวน — สำหรับกั้นห้องในอาคาร
เหมาะกับการกั้นห้องทำงานหรือห้องประชุมในอาคารสำนักงาน เพราะเบา ติดตั้งเร็ว และฝุ่นน้อย ในงานปรับปรุงสำนักงานอาคาร Rasa Tower 2 เราใช้แผ่นยิปซัมยิปรอค (Gyproc) 12 มม. กรุทั้ง 2 ด้าน และใส่แผ่นโฟม 2 นิ้วในช่องผนัง เพื่อลดเสียงที่ลอดผ่านช่องว่างกลางผนัง

2. ผนังอิฐบล็อกคู่ฉนวนใยแก้ว — สำหรับอาคารที่ต้องกันเสียงมาก
ผนังก่อมีมวลมากกว่าผนังเบา จึงกันเสียงได้ดีกว่า โดยเฉพาะเสียงความถี่ต่ำ ในงานอาคารพาณิชย์โครงสร้างเหล็ก 5 ชั้น ซอยทองหล่อ 13 เราก่อผนังอิฐบล็อกคู่กับฉนวนใยแก้วที่ติดแนบโครงสร้างเหล็กทุกช่วงเสา ครบทุกชั้น

3. กำแพงกันเสียงโครงเหล็ก — สำหรับโรงงาน
ใช้กั้นเสียงเครื่องจักรในพื้นที่ผลิต ประกอบโครงเหล็กกล่องบนพื้น ยกตั้งด้วยเครน แล้วบุแผ่นสมาร์ทบอร์ด ในโรงงาน Aichi Forge นิคมฯ ปิ่นทอง เราติดตั้งกำแพงสูง 5 ม. ยาว 24.4 ม. เสร็จภายใน 7 วัน โดยไม่กระทบสายการผลิต

4. จุดที่ทำให้ผนังกันเสียงไม่ได้ผล
ผนังไม่ชนท้องพื้นด้านบน — ถ้าผนังหยุดแค่ใต้ฝ้า เสียงจะข้ามผ่านช่องเหนือฝ้าไปห้องข้าง ๆ · รอยต่อและขอบผนังไม่ปิดสนิท — ช่องเล็ก ๆ ตามขอบ ปลั๊ก หรือท่อที่ทะลุผนัง ทำให้เสียงลอดได้ · ประตูเป็นจุดอ่อน — ผนังกันเสียงดีแค่ไหน ถ้าประตูบางหรือมีช่องใต้บาน เสียงก็ผ่านทางประตูได้
5. เลือกแบบไหนดี
กั้นห้องในอาคารที่มีอยู่แล้ว เลือกผนังเบาใส่ฉนวน · ต้องการกันเสียงมากหรือเป็นผนังถาวร เลือกผนังก่อคู่ฉนวน · กั้นเสียงเครื่องจักรในโรงงานที่ต้องติดตั้งเร็ว เลือกกำแพงโครงเหล็กบุแผ่น ทีมงานจะสำรวจหน้างานและแหล่งเสียงก่อนแนะนำแบบที่เหมาะสม
สรุป
ผนังกันเสียงที่ได้ผลต้องมีทั้งมวลผนัง ฉนวน และการปิดรอยรั่ว เลือกแบบให้ตรงกับพื้นที่และแหล่งเสียง ดูงานจริงทั้ง 3 แบบได้จากลิงก์ผลงานในตารางด้านบน